เด็กในสหรัฐอเมริกาที่ป่วยหนักจากอาการไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ H1N1 นั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ซึ่งมีแนวโน้มที่จะช่วยชีวิตไว้ได้ โครงการให้การศึกษาแก่สาธารณะชนเกี่ยวกับไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นถูกแปลเปลี่ยนให้เข้าใจง่ายและรวดเร็วในการรักษาด้วยยา ทามิฟลู (tamiflu) จากบริษัท Roche AG และบริษัท Gilead Sciences Inc
ทาง กรมควมคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) เผยว่าโดยปกติแล้ว 20% ของเด็กที่ป่วยหนักด้วยไข้หวัดจะได้รับการรักษาด้วยยา Tamiflu หรือยา Relenza แต่ในปีนี้มีมากกว่า 80% ที่ต้องได้รับยา ซึ่งนี้หมายความว่าแพทย์ได้รับข้อความสัญญาณแล้วว่าถ้ามีเด็กที่ป่วยหนักนั้นจำเป็นต้องได้รับยารักษาทันที
การให้ยาวันแรกหรือวันที่เริ่มมีไข้นั้น ยา Relenza หรือ tamiflu นั้นสามารถลดอาการของป่วยได้อย่างมาก ส่วนยาอย่าง peramivir ที่ถูกจัดอยู่ในยาระดับ 3 นั้นถูกระบะให้ใช้ในเวลากรณีฉุกเฉินโดยการฉีดเข้าสู่ร่างกายในผู้ป่วยที่มีอาการป่วยในภาวะวิกฤติเท่านั้น
การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วนั้นมีความสำคัญ เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นมักที่จะมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่วัยรุ่นตอนปลายและเด็ก ซึ่งแตกต่างจากเชื้อไข้หวัดทั่วไปที่จะมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี อัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ในเด็กนั้นมีมากกว่าอัตราการเสียชีวิตในไข้หวัดทั่วไปถึง 3 เท่า ซึ่งทาง CDC สหรัฐนั้นคาดการณ์ว่าจะมีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 500 คนจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งมากกว่าไข้หวัดธรรมดาหลายเท่า
นอกจากการรักษาทางยาแล้ว ยังมีการรักษาด้วยวัคซีน ซึ่งตอนนี้กำลังมีการปรับปรุงการขนส่งวัคซีน H1N1 และวัคซีนจำนวน 73 ล้านโดสนั้นพร้อมที่จะส่งได้ทันที แต่จำนวนนี้ก็ยังคงน้อยกว่าครึ่งจากจำนวนที่คาดว่าจะจัดส่งได้ในอาทิตย์ที่จะถึงนี้ วัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ อย่างเช่นอาการผิดปกติที่หายากทางสมอง ที่เรียกว่า อาการ Guillain-Barre ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1976 จากการมีโครงการให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดหมู (คนละสายพันธุ์ในปัจจุบัน)
ที่มา - reuters.com


