สหรัฐอเมริกาทุ่มอีก 1 พันล้านดอลลาห์ในการวิจัยวัคซีนไข้หวัด

สหรัฐอเมริกาจะทุ่มอีก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในการวิจัยเพื่อผลิตวัคซีนสำหรับไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไข้หวัดหมู (H1N1) นี้จะเป็นเงินก้อนที่จะทุ่มลงไปในงานวิจัยวัคซีนของไวรัสนี้ ด้านสภาคองเกรสมีความเห็นไปในทางเดียวกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่านี้ต้องงานที่มาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อให้ชาวสหรัฐอเมริกามีความปลอดภัยและไม่มีกังวล

ภาพนักวิจัยเตรียมตัวเพาะเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ เพื่อนำมาเตรียมทำวัคซีน ในห้องทดลองที่ Wuhan

แผนงานนี้จะเริ่มต้นลงไปในแผนให้วัคซีนในกลางเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ชาวสหรัฐอเมริกาทุกคนจะได้รับวัคซีนสำหรับไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

นักวิจัยได้ทำการวิจัยอย่างหนัก ซึ่งในขั้นต้น นักวิจัยได้ทดสอบไวรัสทุกสายพันธุ์ว่าสามารถนำมาทำวัคซีนได้เรียบร้อย และวัคซีนต้องมีความปลอดภัยในการทดสอบและการใช้ในระดับคลินิกซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนนี้ ซึ่งนักวิจัยมีความรู้มากขึ้นหลังจากสิ้นฤดูร้อนที่ผ่านมาและต้องการให้วัคซีนนี้ได้ผล

องค์การอนามัยโลกอาจจะออกแนวทางในเร็วที่สุด ซึ่งน่าจะเป็นวันจันทร์นี้ เกี่ยวกับวัคซีนของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 มาขายคู่กับไข้หวัดตามฤดู บริษัทผู้ทำวัคซีนอย่าง Sanofi-Aventis, Novartis, Baxter, GlaxoSmithKline, Solvay และ AstraZeneca ได้เสร็จสิ้นการผลิตวัคซีนสำหรับไข้หวัดตามฤดูในสำหรับปีนี้

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาได้วางแผนในวันที่ 23 กรกฏาคมนี้ในการจัดประชุมการให้คำแนะนำเพื่อปรึกษาการทดสอบทางคลินิกของวัคซีนที่จะใช้รักษาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ H1N1 และทาง คณะกรรมการแนะนำการให้วัคซีนของสหรัฐอเมริกาจะจัดประชุมในวันที่ 29 กรกฏาคมนี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ของ NIH (สถาบันสุขภาพแห่งชาติ) เพื่อทำให้แน่ใจว่า จะได้สายพันธุ์ของไวรัสที่มีความปลอดภัยและได้ผลในการมาทำวัคซีนเพื่อแจกจ่ายได้แน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพคาดการณ์ว่าจะมีคนประมาณ 1 ล้านคนที่จะติดเชื้อ H1N1 ในสหรัฐอเมริกา และองค์การควบคุมและป้องกันโรคระบาดของสหรัฐอเมริกาได้ยืนยันว่ามีคนเสียชีวิตกว่า 211 คน ซึ่งใช้เวลานานกว่าสัปดาห์หรือเป็นเดือนในการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

มีผู้เสียชีวิตกว่า 36,000 คน เสียชีวิตในทุกปีจากไข้หวัดตามฤดูกาลในสหรัฐอเมริกาอย่างเดียวและกว่า 250,000 ถึง 500,000 รายเสียชีวิตทั่วโลก

ที่มา - reuters.com

duocore