ืนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานดิเอโก ได้นำเอาโมเดลทางทฤษฎีของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานดิเอโกมารวมกับข้อมูลการทดลองของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย เพื่อแสดงให้เห็นว่าโปรตีนนั้นมีการม้วนตัวเพื่อให้มีรูปร่าง 3 มิติอย่างไร

รายงานวิจัยให้รายละเอียดของการจับคู่ระหว่างโมเดลการม้วนตัวหลาย ๆ โปรตีนจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานดิเอโก กับข้อมูลทางการทดลองที่ใช้เทคนิคใหม่ซึ่งเกิดจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย
วิธีการของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย นั้นคือการติดตามโปรตีนซึ่งบิดเบี้ยวและกำลังม้วนตัว โดยใช้กล้องที่สามารถจับภาพในเสี้ยววินาที (picosecond) ในการจับภาพแสงของสารเรื่องแสงที่เหมือนตัวกระตุ้นคลื่นเลเซอร์ของตัวให้แสง โดนจะปล่อยแสงและส่งต่อแสงนั้นมาจับตัวรับแสง ระยะทางระหว่างตัวให้และตัวรับแสงจะเปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของสายอะมิโนตัวเองไปเป็นรูปร่าง 3 มิติ
รายงานนี้ตีพิมพ์ลงวารสาร PNAS ทั้งสองกลุ่มได้รวมเอาเทคนิคทางการทดลอง ที่ได้อธิบายไปในครั้งแรกเมื่อปี 2002 ในวารสารวิชาการ Journal of the American Chemical Society กับโมเดลของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานดิเอโก เพื่อดูว่าจะสามารถได้ผลในรูปแบบข้างต้นของการม้วนตัวของโปรตีน Cytochrome C ซึ่งนี้เป็นโปรตีนหนึ่งในห่วงโซ่อิเล็กตรอนภายในไมโตคอนเดรีย ซึ่งทำให้เกิดพลังงานแก่เซลล์
(อ้างอิง)
ในโมเดลแรกและข้อมูลการทดลองนั้นดูเหมือนจะอธิบายอะไรที่แตกต่างกันทั้งหมด แต่นักวิจัยต้องวิเคราะห์ข้อมูลปฏิกิริยาอิเล็กตรอนต่ออิเล็กตรอนระหว่างกรดอะมิโนที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญ ซึ่งนั้นเป็นหนทางเหมือนการเกิดการผลักของประจุและการดึงดูดเข้าหากัน ถ้านักวิจัยรู้ว่านั้นเป็นอันตกิริยาของ hydrophobic ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ละลายในน้ำเข้าจับกันและผลักส่วนที่ละลายในน้ำออกไป จะพบว่าข้อมูลเหล่านี้ตรงพอดีกับข้อมูลการทดลอง
นี้เป็นครั้งแรกที่สามารถพัฒนาโมเดลทางทฤษฏีที่มีผลตรงกับข้อมูลการทดลองได้
ที่มา - sciencedaily.com
เอกสารอ้างอิง - Proceedings of the National Academy of Sciences


