นักวิทยาศาสตร์จากญี่ปุ่นได้ทำสเต็มเซลล์ที่ได้มาจากฟันน้ำนม ทำให้เกิดหนทางใหม่ในการศึกษาโรคร้ายแรงต่างโดยปราศจากข้อกำหนดด้านจริยธรรมในการใช้ตัวอ่อนมนุษย์
นักวิจัยจากสถาบันอุตสาหกรรมประยุกต์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ในญี่ปุ่น ได้สร้างสเต็มเซลล์แบบที่พบในตัวอ่อนมนุษย์โดยการใช้ฟันน้ำนมจากเด็กผู้หญิงอายุ 10 ขวบ
การทดลองนี้มีนัยยะสำคัญอยู่ 2 ทาง หนึ่งทำให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาจริยธรรมในการทำสเต็มเซลล์ เพราะการทดลองนี้ใช้ฟันน้ำนมที่ปกติเมื่อหลุดออกมาก็ขว้างทิ้งกันอยู่แล้ว อีกข้อคือ นักวิจัยได้ใช้ฟันดังกล่าวซึ่งถูกถอนมาเมื่อ 3 ปีที่แล้วและเก็บรักษาไว้ในช่องเย็น ซึ่งนี้หมายความว่า นักวิจัยสามารถเก็บสต๊อกของแหล่งสเต็มเซลล์ได้ง่ายขึ้น
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นักวิจัยญี่ปุ่นและสหรัฐค้นพบวิธีสร้างสเต็มเซลล์จากผิวหนัง และ ได้รับการสนับสนุนจากวาติกันแลประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นอวัยวะต่าง ๆ ได้หรือเส้นประสาท ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมหาศาลในการรักษาชีวิตผู้ป่วยโดยการช่วยรักษาโรค เช่นมะเร็งหรือเบาหวาน แต่การศึกษาตัวอ่อนมนุษย์กลับถูกต่อต้านอย่างหนักจากพวกอนุรักษ์ศาสนา โดยกล่าวหาว่างานวิจัยดังกล่าวเป้นการทำลายชีวิตมนุษย์ แม้ว่านั้นจะอยู่ในระยะแรกสุดของการพัฒนา
ในงานวิจัยนี้ เซลล์ได้ถูกสกัดออกมาจากฟันน้ำนมและเลี้ยงเพื่อให้พัฒนาไว้ 35 วัน นักวิจัยได้ทดสอบเซลล์ดังกล่าวและพบว่าเป็นสเต็มเซลล์ ซ่งสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์อะไรก็ได้ในร่างกายมนุษย์ นักวิจัยคิดว่าน่าจะใช้เวลาในการที่จะนำฟันน้ำนมมาใช้ได้ทั่วไปในการทดลอง
โดยนักวิจัย คิดว่าน่าจะใช้เวลา 5 ปีเป็นอย่างน้อยในการพัฒนาแนวทางเพื่อใช้ในระดับคลินิกเพื่อลองรักษาอาการโรคกระดูกที่มีมาแต่กำเนิด เพราะการถอนฟันน้ำนมเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในคลินิกทันตกรรม ซึ่งนี้สามารถทำให้ได้รับการบริจาคสเต็มเซลล์ที่มากมาย และทำให้นักวิจัยสามารถผลิตสเต็มเซลล์ที่มีลำดับพันธุกรรมหลาย ๆ แบบ ทำให้กำจัดความเสี่ยงที่ร่างกายจะปฏิเสธการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ
ในทางทฤษฎี คนที่บริจาคฟันน้ำนมในขณะที่อายุยังน้อย สามารถจะใช้สเต็มเซลล์จากฟันน้ำนมได้ในภายหลังหากต้องการรักษา
ที่มา - physorg.org
Comments
Post new comment