การค้นพบนี้นำไปสู่การรักษาที่จะหยุดการอักเสบในอดอันเนื่องมาจากไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้ออื่น ๆ ซึ่งรายงานนี้ตีพิมพ์ลงวารสาร Nature Immunology

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น การหายใจอ่อน น้ำหนักลด และไข้ เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่มากเกินไปของภูมิคุ้มกันในการต่อสู้ไวรัส มากว่าที่จะเกิดขึ้นจากไวรัสเอง ส่วนใหญ่ไวรัสจะหมดไปหลังจากอาการของโรคเกิดขึ้น แต่อาการของดรคจะคงอยู่ต่อไปหลายวัน เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังทำงานในการต่อสู้กับปอดที่เสียหาย
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบที่จำเป็นในการกำจัดไวรัส แต่ระบบเองก็สามารถทำลายร่างกายได้เช่นกัน เมื่อเกิดการทำงานที่มากเกินไป ถ้าร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ระบบภูมิคุ้มกันจะเกิดอาการตอบสนองนานขึ้น ทำให้ปิดเกิดอาการอักเสบ ซึ่งสามารถไปขัดขวางการหายใจและทำให้หายใจลำบากขึ้น
ในการศึกษาครั้งนี้ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ เปิดเผยกิจกรรมของเซลล์ภูมิคุ้มกันในปอด จะถูกควบคุมโดยตัวรับที่มีชื่อว่า CD200R ที่ทำงานร่วมกับโมเลกุลอื่นที่ชื่อว่า [CD200]http://www.genomeknowledge.org/cgi-bin/eventbrowser?DB=gk_current&ID=199154&) CD200R พบว่ามีการแสดงออกจำนวนมากในปอด และงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า โปรตีนดังกล่าวสามารถจำกัดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและหยุดการอักเสบของปอดเมื่อเริ่มต้นได้
ไข้หวัดใหญ่จะไม่ใช้โมเลกุล CD200 และการที่ไม่มีโมเลกุล CD200 มาจับร่วมกับ CD200R ทำให้ร่างกายไม่สามารถป้องกันการทำงานที่เกิดไปของระบบภูมิคุ้มกันได้ ทำให้ปอดเกิดการอักเสบ ในงานวิจัยนี้ นักวิจัยได้ให้หนูติดเชื่อไขหวัดใหญ่ โมเลกุลเลียนแบบ CD200 และแอนติบอดี้ เพื่อกระตุ้น CD200R และดูผลว่าโมเลกุลเหล่านี้สามารถกระตุ้น CD200R ให้สามารถมาทำงานในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันและลดอาการอักเสบลง
หนูที่ได้รับโมเลกุลดังกล่าว มีน้ำหนักลดลงน้อยกว่าหนูที่ไม่ได้รับโมเลกุลเหล่านี้ อีกทั้งยังมีการอักเสบน้อยกว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่หมดไปจากปอดภายใน 7 วันและผลจากการทดลองพบว่าไม่มีผลต่อการทำงานของภูมิคุ้มกันในการกำจัดไวรัส
จากผลการทดลองนี้ นักวิจัยหวังว่ากระบวนการรักษาอาจถูกพัฒนาเพื่อผู้ป่วยที่จะหายไวขึ้นจากการทำงานของตัวรับ CD200R และหยุดกระบวนการอักเสบจากระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ต้องการให้ทำงานอีกต่อไป นักวิจัยเชื่อว่าด้วยวิธีนี้จะช่วยลดอาการและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภูมิคุ้มกันที่ปอดหรืออวัยวะอื่น ๆ
ที่มา - physorg.com
เอกสารอ้างอิง - Nature.com/ni
Comments
Post new comment