เพศไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางคณิตศาสตร์

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า เด็กผู้หญิงเรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่งเท่าเด็กผู้ชาย แต่ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใดที่สนับสนุนหรือว่าขัดแย้งกับคำกล่าวนี้ ล่าสุดนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กเลย์ ได้รายงานผลการวิจัยลงวารสาร Science โดยอาศัยการวิเคราะห์จากข้อมูลการสอบ SAT และจากการทดสอบทางคณิศศาสตร์ที่ทำในสิบมลรัฐในสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ชายหรือผู้หญิงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในความสามารถทางคณิตศาสตร์

ผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์จากการสอบของรัฐอันเนื่องมาจากกฏหมาย No Child Left Behind Act ซึ่งมีนักเรียนกว่าเจ็ดล้านคนทำการทดสอบนี้แล้วพบว่ามีระดับความสัมพันธ์ (effect size) ระหว่างคะแนนของนักเรียนชายกับหญิงเพียง 0.01 ถึง 0.06 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระดับคะแนนของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีค่าใกล้เคียงกัน (ในทางสถิติ ถ้าความสัมพันธ์เป็น 0 แสดงว่าไม่มีความแตกต่างใด ๆ ระหว่างข้อมูลสองชุด ถ้าต่ำกว่า 0.1 ก็คือมีความแตกต่างน้อยมาก) แต่ก็มีคนวิจารณ์ว่าการที่ค่าเฉลี่ยของคะแนนใกล้เคียงกันไม่ได้แสดงว่านักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีความสามารถทางคณิตศาสตร์เท่ากัน เช่นเด็กผู้หญิงอาจจะมีความสามารถทางคณิตศาสตร์ในระดับกลาง ๆ แต่เด็กผู้ชายถ้าไม่เก่งไปเลยก็แย่ไปเลย ถ้ามองแต่ค่าเฉลี่ยก็จะได้ออกมาเท่ากันเป็นต้น นักวิจัยจึงได้ทำการวิเคราะห์หาค่าความกระจายของข้อมูล เช่นดูว่าในกลุ่มที่ได้คะแนนสูง ๆ มีจำนวนเด็กผู้หญิงมากหรือน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับเด็กผู้ชาย แล้วอีกเช่นกันว่าว่าไม่มีความแตกต่างใด ๆ ในระดับคะแนน

เพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์ นักวิจัยกลุ่มนี้จึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลอีกชุด ที่ได้มาจากการสอบ SAT ของนักเรียนระดับมัธยม ซึ่งมีข้อมูลที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเด็กผู้ชายจะมีคะแนน SAT สูงกว่าคะแนนของเด็กผู้หญิง แต่นักวิจัยก็ชี้ให้เห็นว่านั่นเป็นปัญหาของการเก็บข้อมูล เพราะว่าจำนวนเด็กผู้หญิงที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมีมากกว่าเด็กผู้ชาย ทำให้การกระจายของข้อมูลมีมากกว่าเด็กผู้ชายที่ส่วนใหญ่เฉพาะเด็กที่เรียนเก่งเท่านั้น จะไปเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อมองไปที่ค่าเฉลี่ยก็จะพบว่าเด็กผู้หญิงมีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่าเด็กผู้ชาย

นักวิจัยกล่าวทิ้งท้ายว่า

ความเชื่อที่ผิดมีความยากมากที่จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่นักวิทยาศาสตร์อย่างฉันมีหน้าที่ ๆ จะต้องท้าทายความเชื่อเหล่านี้ด้วยข้อมูล

ที่มา - physorg.com

เอกสารอ้างอิง - Science.org

Comments

อ่านแล้วก็พอเข้าใจสะครับ แต่เข้าใจว่าแปลมาประโยคต่อประโยค สำนวนมันเลยดูเป็นภาษาอังกฤษนะครับ จริง ๆ หลายย่อหน้าที่แปลรวมกันได้นะครับ เช่นย่อหน้า 1-2 4-5 6-7 นะครับ ใช้วิธีอ่านแล้วสรุปใจความดีกว่านะครับ เพราะจริง ๆ เนื้อหาก็มีนิดเดียว มีสัก 3-4 ย่อหน้าก็พอ เช่น ย่อหน้าแรกก็สรุปความว่าผู้หญิงเก่งเท่าผู้ชาย อีกสองย่อหน้าก็สรุปงานวิจัย ย่อหน้าสุดท้ายก็สรุปแล้วก็ทิ้งท้าย

อีกอย่างหนึ่งคือ พิมพ์ผิดเยอะมาก ตอนแรกจะทำรายการให้ แต่อ่านไป ๆ มันชักเยอะ ก็เลยคิดว่า ให้อ่านเองแล้วแก้เองจะเร็วกว่าดูจากรายการนะครับ

เวลาพิมพ์เสร็จแล้ว น่าจะอ่าน preview ก่อนสักรอบนะครับ

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า เด็กผู้หญิงเรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่งเท่าเด็กผู้ชาย แต่ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใดที่สนับสนุนหรือว่าขัดแย้งกับคำกล่าวนี้ ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กเลย์ ได้รายงานผลการวิจัยลงวารสาร Science โดยอาศัยการวิเคราะห์จากข้อมูลการสอบ SAT และจากการทดสอบทางคณิศศาสตร์ที่ทำในสิบมลรัฐในสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ชายหรือผู้หญิงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในความสามารถทางคณิตศาสตร์

ผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์จากการสอบของรัฐอันเนื่องมาจากกฏหมาย NCLB ซึ่งมีนักเรียนกว่าเจ็ดล้านคนทำการทดสอบนี้แล้วพบว่ามีระดับความสัมพันธ์ (effect size) ระหว่างคะแนนของนักเรียนชายกับหญิงเพียง 0.01 ถึง 0.06 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระดับคะแนนของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีค่าใกล้เคียงกัน (ในทางสถิติ ถ้าความสัมพันธ์เป็น 0 แสดงว่าไม่มีความแตกต่างใด ๆ ระหว่างข้อมูลสองชุด ถ้าต่ำกว่า 0.1 ก็คือมีความแตกต่างน้อยมาก) แต่ก็มีคนวิจารณ์ว่าการที่ค่าเฉลี่ยของคะแนนใกล้เคียงกันไม่ได้แสดงว่านักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีความสามารถทางคณิตศาสตร์เท่ากัน เช่นเด็กผู้หญิงอาจจะมีความสามารถทางคณิตศาสตร์ในระดับกลาง ๆ แต่เด็กผู้ชายถ้าไม่เก่งไปเลยก็แย่ไปเลย ถ้ามองแต่ค่าเฉลี่ยก็จะได้ออกมาเท่ากันเป็นต้น นักวิจัยจึงได้ทำการวิเคราะห์หาค่าความกระจายของข้อมูล เช่นดูว่าในกลุ่มที่ได้คะแนนสูง ๆ มีจำนวนเด็กผู้หญิงมากหรือน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับเด็กผู้ชาย แล้วอีกเช่นกันว่าว่าไม่มีความแตกต่างใด ๆ ในระดับคะแนน

เพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์ นักวิจัยกลุ่มนี้จึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลอีกชุด ที่ได้มาจากการสอบ SAT ของนักเรียนระดับมัธยม ซึ่งมีข้อมูลที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเด็กผู้ชายจะมีคะแนน SAT สูงกว่าคะแนนของเด็กผู้หญิง แต่นักวิจัยก็ชี้ให้เห็นว่านั่นเป็นปัญหาของการเก็บข้อมูล เพราะว่าจำนวนเด็กผู้หญิงที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมีมากกว่าเด็กผู้ชาย ทำให้การกระจายของข้อมูลมีมากกว่าเด็กผู้ชายที่ส่วนใหญ่เฉพาะเด็กที่เรียนเก่งเท่านั้น จะไปเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อมองไปที่ค่าเฉลี่ยก็จะพบว่าเด็กผู้หญิงมีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่าเด็กผู้ชาย

นักวิจัยกล่าวทิ้งท้ายว่า

ความเชื่อที่ผิดมีความยากมากที่จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่นักวิทยาศาสตร์อย่างฉันมีหน้าที่ ๆ จะต้องท้าทายความเชื่อเหล่านี้ด้วยข้อมูล

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.