อาการอาย-วิตกกังวล อาจมีมาแต่เกิด

พวกเราทุกคนต่างมีเพื่อนที่ค่อนข้างเครียดและเป็นคนขี้กังวล อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขามีอาการนี้มาแต่กำเนิด และการเพียงบอกให้พวกเขา “ใจเย็น ๆ” ก็ไม่อาจช่วยให้พวกเขาหายเครียดได้ง่าย ๆ

การศึกษาโดยคณะวิจัยจากสถาบันวิจัย HealthEmotions และภาควิชาจิตเวช วิทยาลัยแพทยศาสตร์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ระบุว่าสมองของผู้มีอาการอายและวิตกกังวลอย่างรุนแรง มีอาการเครียดในระดับสูงและมีอาการวิตกกังวลแม้ในเวลาที่คนปกติทั่วไปไม่รู้สึกถึงความเครียดแต่อย่างใด

การวิจัยครั้งนี้ทำการศึกษาถึงกิจกรรมในสมอง อาการวิตกกังวล และระดับฮอร์โมนความเครียดของลิงวอก (Rhesus Macaque) ที่ยังไม่โตเต็มที่ ซึ่งลิงชนิดนี้มักใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์วิตกกังวลที่มีมาแต่กำเนิด (anxious temperament) ของเด็กเล็ก อารมณ์วิตกกังวลที่มีมาแต่กำเนิดจะเป็นตัวชี้วัดถึงความเสี่ยงที่จะมีการพัฒนาการไปสู่อาการวิตกกังวล ความหดหู่ และการใช้ยารักษาเกินขนาด

นักวิจัยพบว่า ลิงที่มีอาการวิตกกังวลที่มีมาแต่กำเนิดค่อนข้างสูง จะมีกิจกรรมในสมองส่วน Amygdala มาก ทั้งในสถานการณ์อันตรายและปกติ สมองส่วนนี้เองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อความวิตกกังวล เช่นการสู้หรือการสู้โต้ตอบ

นักวิจัยจะทำการวัดระดับอารมณ์วิตกกังวลของลิงแต่ละตัว หลังจากนั้นจึงให้ลิงไปอยู่สถานการณ์ต่างๆ เช่นอยู่กับเพื่อนร่วมกรง อยู่ตัวเดียว รวมไปถึงให้อยู่กับคนแปลกหน้า โดยที่คนนี้จะให้ลิงเห็นหน้า แต่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการสบตากันเกิดขึ้น

ลิงที่ใช้ทำการศึกษาจะถูกฉีดด้วย FDG ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีคล้ายกลูโคส เมื่อลิงถูกส่องโดยใช้ Positron Emission Tomography (PET) สารที่ถูกฉีดเข้าไปจะสว่างขึ้นในส่วนของสมองที่ทำงานอยู่ นอกจากกิจกรรมในสมองส่วน Amygdala สูงขึ้นแล้ว ยังมีอาการแข็งทื่อ (Freezing Behaviour) ที่เพิ่มขึ้น การส่งเสียงที่น้อยลง และระดับฮอร์โมนความเครียด(Cortisol)ที่สูงขึ้นด้วย

เมื่อมีการทดสอบอีกสองครั้งให้หลัง ลิงที่มีอาการณ์วิตกกังวลยังคงมีอาการเครียดสูงมากกว่าลิงตัวปกติทั่วไปเช่นเดียวกันกับการทดลองครั้งแรก

ดร. Ned Kalin ประธานของทั้งสองสถาบันที่ทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า “การใช้วิจัยนี้จะช่วยทำให้มีวิธีที่ดีขึ้นในการวินิจฉัยและการรักษาอาการป่วยทางจิต (mental illness) และเรากำลังทำความเข้าใจถึงการทำงานของสมองจะส่งผลต่ออารมณ์ ปฎิกิริยาต่อความเครียด และต่อร่างกายอย่างไร”

ที่มา - Science Daily

Comments

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.

roti