ยานอวกาศนาซ่าพบหลุมอุกกาบาตใหญ่สุดในระบบสุริยะ

การวิเคราะห์พื้นผิวของดาวอังคารโดยใช้ข้อมูลจากยานอวกาศของนาซ่า เผยให้เห็นถึงหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบมาในระบบสุริยะ

จากการสำรวจของยานมาร์สรีคอนเนสเซนซ์ออร์บิเตอร์และยานมาร์สโกลบอลเซอร์เวเยอร์ รอบดาวอังคารได้ให้ข้อมูลของสภาพเนินเขาและแรงโน้มถ่วงของซีกด้านเหนือและซีกด้านใต้ของดาวอังคาร การศึกษาในครั้งนี้ช่วยไขความลับที่ลึกลับที่สุดในระบบสุริยะได้ว่า ทำไมลักษณะทางภูมิศาสตร์ระหว่างซีกด้านเหนือและด้านใต้จึงต่างกันอย่างมาก หลุมอุกกาบาตที่เพิ่งค้นพบช่วยกระตุ้นความสนใจของวงการวิทยาศาสตร์อย่างมาก

โดยซีกด้านเหนือของดาวอังคารถือว่าเป็นพื้นที่ที่ราบเรียบในระบบสุริยะ ในขณะที่ด้านซีกใต้เต็มไปด้วยพื้นที่สูงชัน ขรุขระ มีร่องรอยถูกอุกกาบาตชนจำนวนมาก ซึ่งมีความสูงชันตั้งแต่ 4 – 8 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศที่ต่างกันราวหน้ามือเป็นหลังมือนี้ เป็นปริศนาที่สร้างความฉงนให้กับนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เมื่อดาวเทียมของนาซ่าส่งภาพถ่ายพื้นผิวของดาวอังคารกลับมายังโลก โดยได้มีการตั้งสมมุติฐานสองอย่างด้วยกันคือ มีวัตถุขนาดใหญ่ได้ปะทะกับพื้นผิว หรือมีการเปลี่ยนแปลงภายในของชั้นหินหลอมเหลวลึกลงไปในพื้นผิวของดาวอังคาร อย่างไรก็ตามในระยะต่อมา แนวคิดเรื่องแรงปะทะจากวัตถุขนาดใหญ่เริ่มไม่ได้รับความเชื่อถือ เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ราบ (basin) บนดาวอังคารไม่ตรงกับลักษณะโดยทั่วไปของหลุมอุกกาบาตที่เป็นวงกลม

แต่ด้วยข้อมูลล่าสุด แนวคิดเรื่องการปะทะโดยวัตถุขนาดใหญ่จึงกลับมาดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

คณะนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และห้องปฏิบัติการจรวดขับดัน (JPL) ของนาซา ได้ลงผลการศึกษาล่าสุดว่า ที่ราบ Borealis เป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ด้านซีกเหนือของดาวอังคาร ครอบคลุมพื้นที่ราวร้อยละ 40 ของดาวอังคาร โดยพื้นที่ราบนี้เป็นรองร่อยจากการปะทะขนาดใหญ่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 8,500 กิโลเมตร หรือเท่ากับ 4 เท่าของที่ราบ Hellas ที่ราบที่มีขนาดรองลงมาซึ่งอยู่ซีกด้านใต้ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณการณ์ว่าวัตถุที่ทำให้เกิดที่ราบ Borealis น่าจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2,000 กิโลเมตร มีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต

“ผลการศึกษาที่น่าสนใจนี้ นอกจากจะช่วยให้เห็นถึงการพัฒนาการของดาวอังคารแล้ว ยังช่วยให้เราเข้าใจการก่อตัวของโลกด้วย” นาย Michael Meyer หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ที่สำนักงานใหญ่นาซา ณ กรุงวอชิงตันกล่าว

นอกจากนี้ยังมีร่องรอยการปะทะขนาดใหญ่รูปไข่ ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์อย่างซับซ้อนโดยยานอวกาศทั้งสองดวง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การวิเคราะห์เป็นไปได้ยากคือ เนื่องจากเกิดการปะทะเมื่อ 3.9 พันล้านปีมาแล้ว และมีภูเขาไฟขนาดใหญ่หลายลูกก่อตัวขึ้นบริเวณด้านหนึ่งขอบของที่ราบ นั้นทำให้เป็นการยากที่จะเห็นขอบเขตของที่ราบนี้ จึงมีการใช้ข้อมูลด้านแรงโน้มถ่วงซึ่งช่วยให้เห็นโครงสร้างด้านภูมิศาสตร์ของที่ราบก่อนที่ภูเขาไฟจะก่อตัวขึ้นได้

สำหรับที่ราบรูปไข่นี้ มีความเป็นไปได้ที่อาจจะพบแนวเขตวงแหวนด้านนอกของที่ราบ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของพื้นที่ที่โดนอุกกาบาตขนาดใหญ่ปะทะ

ที่มา - Science Daily

Comments

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.