พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกทิ้งร้างสร้างระบบพลังงานชีวภาพที่ยั่งยืนได้

นักวิทยาศาตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกีและมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รายงานว่า เชื้อเพลิงชีวภาพสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานในอนาคตได้ หากเกษตรกรรมเพื่อพลังงานชีวภาพใช้เฉพาะพื้นที่เสื่อมโทรมหรือถูกทิ้งร้างทางการเกษตร การใช้พื้นที่นี้ในการปลูกพืชพลังงานแทนการใช้พื้นทางการเกษตรเดิมหรือพื้นที่ใหม่ ๆ จะช่วยลดการแย่งชิงพื้นที่จากพืชอาหารและสงวนรักษาป่าที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้

ระบบพลังงานชีวภาพที่ยั่งยืนนี้จะสนองตอบความต้องการด้านพลังงานในกลุ่มประเทศที่ใช้พลังงานมากเช่น อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ไม่เกินร้อยละ 10 ส่วนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเช่น กลุ่มประเทศในภูมิภาคซับซาฮาร่าแอฟริกา ระบบพืชพลังงานอย่างยั่งยืนสามารถที่จะสนองตอบต่อความต้องการในประเทศได้มากกว่าความต้องการด้านพลังงานในปัจจุบันหลายเท่า โดยที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับพืชอาหารหรือลดพื้นที่ป่าแต่อย่างใด

การวิจัยในครั้งนี้ นักวิจัยได้ประมาณหาพื้นที่รกร้างทางการเกษตรโดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ประวัติการใช้พื้นที่ และโมเดลด้านระบบนิเวศ เพื่อนำไปประมาณการณ์กำลังผลิตพลังงานชีวภาพในอนาคต โดยพื้นที่ที่กลายเป็นชุมชุนเมืองหรือกลายเป็นป่าไม่ได้นำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้

นักวิจัยประมาณว่าพื้นที่รกร้างทางการเกษตรราว 4.7 ล้านตารางกิโลเมตร(1.8 ล้านตารางไมล์)หรือเกือบเท่ากับพื้นที่ครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศอเมริกา(รวมมลรัฐอลาสก้า) สามารถนำมาปลูกพืชพลังงานได้ ทั้งนี้กำลังผลิตขึ้นอยู่สภาพดินในแต่ละพื้นที่ ภูมิอากาศ พืชพลังงานที่ใช้ปลูก และวิธีการเพาะปลูก

นักวิจัยประมาณว่าทั้งโลกจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชพลังงานได้ถึง 2.1 พันล้านตัน สามารถให้พลังงานได้ถึง 41 เอกซะจูลเท่ากับพลังงานจากน้ำมัน 170 ล้านบาร์เรล (1 เอกซะจูลเท่ากับ 1 ล้านล้านจูล) โดยเพียงพอต่อความต้องการของทั้งโลกเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น

นาย Elliot Campbell หนึ่งในคณะนักวิัจัยกล่าวว่าสหรัฐฯ บราซิลและออสเตรเลีย จะสามารถผลิตพลังงานชีวภาพได้มากสุด เนื่องจากมีพื้นที่รกร้างจากการเพาะปลูกเยอะ เช่นด้านตะวันออกของอเมริกาเหนือและพื้นที่แถบมิดเวสต์ อย่างไรก็ตามพื้นที่ทั้งหมดนี้จะผลิตพลังงานเพียงพอต่อความต้องการเพียงร้อยละ 6 ของสหรัฐฯเท่านั้น

ส่วนประเทศในทวีปแอฟริกาจะได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมีพื้นที่ทุ่งหญ้าที่จะให้ผลผลิตสูงเมื่อนำมาปลูกพืชพลังงาน รวมไปถึงความต้องการด้านพลังงานที่มีอยู่น้อย พลังงานชีวภาพจะเพียงพอมากกว่าความต้องการพลังงานในปัจจุบันของประเทศถึง 37 เท่า

นั้นหมายความว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถพึ่งพาระบบพลังงานอย่างยั่งยืนนี้ได้ โดยที่ไม่ไปทำลายความมั่นคงด้านอาหารหรือทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากมองในระดับโลก พลังงานชีวภาพไม่สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอต่อความต้องการ หากเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานก็จะทำลายความมั่นคงด้านอาหารและก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหลายด้าน

ที่มา: Science Daily

Comments

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.