หลังจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา อีกหนึ่งปีต่อจากนี้ เราก็จะมี “สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ซึ่งจะเป็นสภาวิชาชีพแห่งที่ 10 ของประเทศไทย (เช่นเดียวกับวิชาชีพแพทย์ พยาบาล หรือวิศวกร ที่มีมาก่อนแล้ว) โดยสภาวิชาชีพนี้จะควบคุมดูแลผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีอยู่ถึงกว่าสองล้านคน
เนื้อหาสาระของ พ.ร.บ. นี้ รวมถึงการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับการผลักดัน พ.ร.บ. นี้ เชื่อว่ากลไกใบอนุญาตนี้จะช่วยควบคุมกำกับให้ผู้ประกอบวิชาชีพทำหน้าที่อย่างระมัดระวังมากขึ้น
ในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว ยังได้กำหนดวิชาชีพวิทยาศาสตร์ที่ต้องควบคุมไม่ให้เกิดผลเสียต่อประชาชน 4 สาขาคือ 1) สาขานิวเคลียร์ 2) สาขาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านวิทยาศาสตร์และการควบคุมมลพิษ 3) สาขาการผลิต การควบคุม และการจัดการสารเคมีอันตราย และ 4) สาขาการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์และการใช้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค โดยอาจพิจารณาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ควบคุมเพิ่มเติมได้ในอนาคตหากเห็นสมควร โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ซึ่งผู้สนับสนุน พ.ร.บ. นี้เห็นว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทำให้ผู้สนใจประกอบวิชาชีพนี้มีความมั่นใจในวิชาชีพ และตัดสินใจเข้าสู่วิชาชีพนี้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการพัฒนาประเทศโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สมาพันธ์สภาวิชาชีพซึ่งประกอบด้วยสภาวิชาชีพในประเทศทั้งหมด 9 องค์กร ได้แก่ แพทยสภา สภาวิศวกร สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาสถาปนิก ทันตแพทยสภา สัตวแพทยสภา สภากายภาพบำบัด และสภาเทคนิคการแพทย์ ไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายดังกล่าว โดยได้จัดประชุมหารือและออกแถลงการณ์เพื่อคัดค้าน
โดยสมาพันธ์สภาวิชาชีพเห็นว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวซึ่งเน้นการควบคุมโดยการออกใบอนุญาตนั้น เป็นการซ้ำซ้อนกับวิชาชีพอื่นที่มีบังคับใช้อยู่แล้ว กลายเป็นว่ามี 2 มาตรฐานในเรื่องเดียว อาจทำให้เป็นอันตรายได้ และโดยหลักการแล้วก็ไม่จำเป็น เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นความรู้พื้นฐาน ที่หากใครสนใจก็ทำได้ ไม่ควรปิดกั้นโดยนำมาเป็นวิชาชีพ มิเช่นนั้น ต่อไปใครที่ทำการทดลองวิทยาศาสตร์หรือนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้โดยที่ไม่มีใบอนุญาต ก็จะถือว่าผิดกฎหมาย พร้อมย้ำว่าสภาวิชาชีพควรเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของสังคม มิใช่เพื่อผู้ประกอบอาชีพ
ไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. นี้โดยตรง - หากว่ากันตามสามัญสำนึก … ยิ่งมีกฎเยอะ ยิ่งควบคุมมาก ยิ่งไม่มีอิสระ ก็ยิ่งสร้างสรรค์น้อย
ที่มา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลเพิ่มเติม
ความเห็นในอินเทอร์เน็ต
Comments
นักคอมไม่เข้าพวกอีกตามเคย
ดีแล้ว รัฐยุ่งน้อย ๆ - ไม่ต้องส่งเสริมก็ได้ แต่อย่าเป็นอุปสรรค :P
Post new comment